0

เที่ยวกาญจนบุรีใน 1 วัน ฉบับสาย Slow life ไปที่ไหนได้บ้างนะ?

เที่ยวกาญจนบุรีใน 1 วัน ฉบับสาย Slow life ไปที่ไหนได้บ้างนะ?


2020-09-29 15:56:38

ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องไม่มี Stop! จริง ๆ กับกระแส Slow Life ที่แม้ว่าขณะนี้จะเป็นปี 2020 แล้วกระแสการท่องเที่ยวแบบนี้ก็ยังไม่จางหาย และดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ทำให้ปลายทางอย่างอำเภอเชียงคาน สังขละบุรี เมืองน่าน แพร่ และลำปาง กลายเป็นจุดหมายของคนใฝ่หาความสโลว์ไลฟ์ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลไปเมืองเหล่านี้ คุณก็สามารถเข้าถึงสโลว์ไลฟ์ได้เหมือนกัน 

ด้วยเหตุนี้พี่หมีจึงไม่รอช้า! ขอพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวชิล ๆ ฉบับ Slow Life กันที่กาญจนบุรี งานนี้ใน 1 วันเราจะไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง เพื่อน ๆ คนไหนที่สงสัยอยู่ พี่หมีหาคำตอบมาให้แล้ว!


One Day Trip อินกาญจนบุรี ฉบับสายชิล


เมื่อพูดถึง กาญจนบุรี พี่หมีเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนจะต้องนึกถึงทริปค้างคืน 3 วัน 2 คืนที่เรือนแพแบบคนอื่น ๆ อย่างแน่นอน! อ๊ะ ๆ แต่อย่าเพิ่งฟันธงไปว่าวันนี้พี่หมีจะพาทุกคนไปเที่ยวทริปแบบเดิม ๆ ระดับพี่หมีทั้งที มันต้องแตกต่างอย่างไฉไลสิ ใครพร้อมแล้วก็เตรียมตัวแบกเป้ไปสนุกกับพี่หมีเลยดีกว่า!


1. ซาฟารีปาร์ค


เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่พี่หมีขอบอกเลยว่าห้ามพลาดโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากคุณจะได้รับประสบการณ์การเที่ยวสวนสัตว์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร ได้ใกล้ชิดสัตว์จนถึงขั้นที่ยีราฟสามารถยื่นหัวเข้ามากินอาหารในรถให้คุณได้ถ่ายภาพแบบใกล้ชิดแล้ว ที่นี่ยังมีทัวร์ยีราฟแบบ private ให้บริการรถส่วนตัวนำเที่ยวจนสามารถใกล้ชิดยีราฟและม้าลายได้มากขึ้นอีกด้วยนะ

โดยสวนสัตว์แบบเปิดแห่งนี้เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–17.00 น. สัตว์ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็น กวาง ยีราฟ ม้าลาย สิงโต เสือดาว เป็นต้น การเข้าไปชมมีรถนำเที่ยวพาเข้าไปเป็นรถบัสคันเล็ก ๆ ทำให้เราสามารถนั่งรถและให้อาหารสัตว์จากในรถได้  โดยการเที่ยวชมใช้เวลาประมาณ 30 นาที หรือหากไม่นั่งรถบัสจะนำรถส่วนตัวเข้าไปก็ได้ แต่ทางสวนสัวต์จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่รถมีรอยขีดข่วนจากสัตว์ อย่าลืมว่าที่นี่คือ “สวนสัตว์เปิด” ดังนั้นการที่สัตว์วิ่งรายล้อมเข้ามาที่รถแบบใกล้ชิดถึงตัวรถจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร



2. คาเฟ่ "The Village Farm to Café"


หนึ่งในคาเฟ่ประจำจังหวัดกาญจนบุรีที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ในรายชื่อคาเฟ่สไตล์โมเดิร์นที่มีการตกแต่งงดงาม โดยคาเฟ่แห่งนี้มีรูปทรงคล้ายโรงนายุโรป เน้นโทนสีน้ำตาลอ่อนเป็นหลักเพื่อให้กลมกลืนกับภูเขาและฟาร์มที่อยู่รอบ ๆ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าผนังของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นกระจก ทำให้บรรยากาศดูปลอดโปร่ง รายล้อมไปด้วยแปลงปลูกเมล่อน ทุ่งหญ้า ฟาร์มไก่ และอุโมงค์ไม้ไผ่ ให้คุณมีพื้นที่สำหรับถ่ายรูปฟิน ๆ มากยิ่งขึ้น




3. วัดถ้ำพุหว้า



สำหรับที่นี่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวัดสวยแปลกตาของจังหวัดกาญจนบุรีเลยก็ว่าได้ โดยวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ตัววัดอยู่ท่ามกลางป่าไม้และขุนเขาที่อุดมสมบูรณ์ บรรยากาศเงียบสงบเหมาะสุด ๆ สำหรับการวิปัสสนา ที่พี่หมีบอกว่าวัดแห่งนี้สวยแปลกตานั้นเนื่องจากวัดนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอุโบสถหินทรายสีแดงอิฐตามแบบสถาปัตยกรรมขอม ภายในถ้ำก็จะเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระประธานอันศักดิ์สิทธิ์ พร้อมด้วยพระบรมสารีริกธาตุ ที่นี่เปิดให้เข้าเที่ยวชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.


4. ต้นจามจุรียักษ์


ต้นจามจุรียักษ์ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของกาญจนบุรีเลยก็ว่าได้ เนื่องจากต้นไม้มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี โดยต้นจามจุรียักษ์นี้ตั้งอยู่ในอำเภอด่านมะขามเตี้ย บ้านกสิกรรม ตำบลเกาะสำโรง โดยต้นไม้ต้นนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางร่มเงาอยู่ที่ 51.75  เมตร ความสูงจากพิ้นดินถึงยอด 20 เมตร มีพื้นที่ของพุ่มประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 4 วา ซึ่งปัจจุบันหาชมต้นไม้ขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ยาก 



และนี่ก็คือสาระดี ๆ ที่พี่หมีนำมาฝากทุกคนในวันนี้ เชื่อเหลือเกินว่าหลังจากที่อ่านบทความนี้จบ เที่ยวกาญจนบุรีครั้งหน้า เพื่อน ๆ จะเปลี่ยนแผนการท่องเที่ยวให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ไอเดียการเที่ยวกาญจนบุรีแบบเดิมที่เคยเป็นมาอีกต่อไป สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 094-736-9888 หรือแอดไลน์ไอดี @futuretrip